ข่าวเด่นประเด็นร้อน ข่าวเด่นประเด็นร้อน

“ไดอะซีแพม” ส่วนผสมใน“เคนมผง” ใช้เกินขนาดอันตรายถึงตาย

กรมการแพทย์โดยสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) เตือนไดอาซีแพม ส่วนผสมในเคนมผง ใช้เกินขนาดอันตรายถึงตาย ผู้ลักลอบจำหน่ายหรือครอบครองหรือใช้ประโยชน์มีโทษทั้งจำทั้งปรับ นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า จากกรณีพบผู้เสียชีวิตจากการใช้ “เคนมผง” และได้มีการนำสารที่พบส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการแบบวิเคราะห์แยกสาร และพบว่ามีส่วนผสมของคีตามีนและไดอะซีแพม ซึ่งไดอะซีแพม หรือ ไดอาซีแพม (Diazepam) หรือยาที่คนทั่วไปรู้จักในชื่อทางการค้าว่า วาเลียม หรือ แวเลียม (Valium) เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 4 ตาม พระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2559 โดยจะออกฤทธิ์ ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ในทางการแพทย์ใช้ยานี้เป็นยากล่อมประสาทหรือสงบประสาท (Tranquilizer) ทำให้จิตใจสงบ ใช้สำหรับรักษาอาการผิดปกติทางอารมณ์ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว แก้อาการชัก ผลข้างเคียงจากการใช้ไดอะซีแพม อาจทำให้มีอาการง่วงซึม เหนื่อยล้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง มึนงง เห็นภาพหลอน ซึมเศร้า กล้ามเนื้อกระตุก กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ รวมถึงเกิดอาการชักได้ ทั้งนี้หากมีการใช้ไดอะซีแพม ร่วมกับยาเสพติดชนิดอื่น ๆ เช่น มอร์ฝีน เฮโรอีน หรือใช้ร่วมกับการดื่มแอลกอฮอลล์ จะทำให้เสริมฤทธิ์การกดระบบประสาท หายใจลำบาก และอาจเสียชีวิตได้ ไดอะซีแพมจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งใช้ตามความจำเป็น ซึ่งหากมีการลักลอบจำหน่ายต้องระวางโทษจำคุก 2-10 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 – 1,000,000 และความผิดฐานครอบครองหรือใช้ประโยชน์ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นายแพทย์สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กล่าวเพิ่มเติมว่า ไดอะซีแพม หากใช้ในขนาดสูงเป็นเวลานาน ๆ อาจทำให้เกิดการดื้อยาและติดยาได้ ซึ่งถ้าหยุดใช้ยาทันทีจะเกิดอาการขาดยาหรือถอนยา เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว มือสั่น ซึมเศร้า เป็นโรคจิต หรืออาจเกิดอาการชักได้ ซึ่งในกรณีของกลุ่มผู้เสียชีวิตจากการเสพเคนมผง จากผลการตรวจสารที่พบทางห้องปฏิบัติการแบบวิเคราะห์แยกสารของสำนักงานป้องกันและปราบปรรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จากรายงานการตรวจพิสูจน์ 5 ตัวอย่าง พบว่า สารตัวอย่างมีความเข้มข้นของไดอะซีแพม 93-99% ตกแล้วผู้เสพ 1 คน ใช้แวเลียมถึงคนละ 200 มิลลิกรัม หรือ 100 เม็ด นี่จึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิต ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11-15 มกราคม 2564 สบยช. พบผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดรักษาเคตามีนหรือยาเคนมผง จำนวน 71 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วยนอกให้การรักษาแบบ ไป - กลับ จำนวน 56 ราย และผู้ป่วยในพักรักษาตัวภายใน สบยช.จำนวน 15 รายโดยได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการแบบวิเคราะห์แยกสาร (LC) จำนวน 24 ราย พบไดอะซีแพม (Diazepam) เป็นส่วนผสมถึง 23 ราย และยังพบส่วนผสมของยาเสพติดชนิดอื่น คือ ยาบ้า/ยาไอซ์ 11 ราย เคตามีน (Ketamine) 9 ราย กระท่อม 4 ราย กัญชา 2 ราย ยาอี 1 รายเฮโรอีน 1 ราย นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมของยาอื่นๆ โดยแบ่งเป็นกลุ่มยาแก้ปวด tramol 3 ราย ยาแก้ปวดอื่น ๆ 9 รายยาจิตเวช ยาจิตเวช 7 ราย และยาแก้แพ้ 6 ราย ซึ่งผลสารเสพติดที่ตรวจพบสอดคล้องกับสารเสพติดที่ตำรวจตรวจยึดได้ การใช้ยาและสารเสพติดทุกชนิดส่งผลกระทบต่อร่างกาย ร้ายแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากประสบปัญหาเกี่ยวกับยาและสารเสพติดสามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ สายด่วนยาเสพติด 1165 หรือที่สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กรมการแพทย์จังหวัดปทุมธานี และโรงพยาบาลธัญญารักษ์ในส่วนภูมิภาคทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอนขอนแก่น อุดรธานี สงขลา และปัตตานี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ww.pmindat.go.th *********************************************************** #กรมการแพทย์ #สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี #สบยช. -ขอขอบคุณ- 18 มกราคม 2564

วันที่ 19 ม.ค. 2564

อ่านต่อ

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ แจ้งเตือนข่าวปลอม  “เล่นโทรศัพท์มือถือในที่มืดเป็นเวลานาน เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งตา”

ตามที่มีกระแสข่าวทางสื่อออนไลน์ โดยระบุว่า “การเล่นโทรศัพท์มือถือในที่มืดเป็นเวลานาน เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งตา” กรมการแพทย์ โดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า การเล่นโทรศัพท์มือถือในที่มืดเป็นเวลานานไม่ได้เสี่ยงให้เกิดโรคมะเร็งตาแต่อย่างใด นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์หรือเล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟนนาน ๆ จะมีการใช้สายตาเพ่งหน้าจอตลอดเวลา ทำให้เกิดอาการตาล้า หรือตาแห้งเนื่องจากมีการกระพริบตาที่น้อยลงอาจทำให้เกิดอาการเคืองตาได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการยืนยันว่าการเล่นโทรศัพท์มือถือในที่มืดเป็นเวลานานมีความเกี่ยวข้องที่เสี่ยงเกิดโรคมะเร็งตา เป็นต้น ปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดความเสี่ยงของโรคมะเร็งตา ได้แก่ อายุที่เพิ่มมากขึ้น ความผิดปกติของเม็ดสีเมลานินในดวงตา คนที่ดวงตาสัมผัสกับแสงแดดมากจนเกินไปโดยเฉพาะรังสีอัลตร้าไวโอเลต (UV) อาจเสี่ยงเกิดมะเร็งผิวหนังรอบดวงตาจนเกิดโรคมะเร็งเมลาโนมาที่ตาได้ หรือเกิดจาก ความผิดปกติของยีน เป็นต้น สำหรับคนไทยโรคมะเร็งตาในผู้ใหญ่พบได้น้อยมาก นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า โรคมะเร็งตาที่สามารถพบได้ในเด็กและมักมีอายุต่ำกว่า 5 ปี คือ โรคมะเร็งจอประสาทตา ซึ่งเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม แต่ก็เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยเช่นกัน ทั้งนี้ผู้ใช้งานไม่ควรใช้สายตามองหน้าจอโทรศัพท์หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์นานจนเกินไป ควรพักสายตาบ้างโดยการหลับตาลงหรือการมองออกไปข้างนอกไกล ๆ ถ้าเกิดรู้สึกมีความผิดปกติที่ดวงตาหรือการมองเห็นแนะนำให้ไปพบแพทย์ทันทีเพื่อทำการวินิจฉัยและทำการรักษาอาการที่ถูกต้องต่อไป - ขอขอบคุณ - 18 มกราคม 2564

วันที่ 18 ม.ค. 2564

อ่านต่อ

กรมการแพทย์ เตือน! PM 2.5 ภัยใกล้ดวงตา

กรมการแพทย์ โดยโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) รู้สึกห่วงใย ในภาวะฝุ่น PM 2.5 ที่มีค่าสูงเกินมาตรฐาน อาจส่งผลต่อดวงตา หากมีอาการตาแห้ง ระคายเคืองตา ตาแดง ขี้ตาเยอะ ปวดตา ตาสู้แสงไม่ได้ ตามัวลง ควรพบจักษุแพทย์ นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ฝุ่น PM 2.5ที่มีค่าสูงเกินมาตรฐานส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจแล้ว ยังกระทบถึงดวงตาอีกด้วย ซึ่งจะแปรผันตามปริมาณค่าฝุ่นในอากาศ โดยจะทำให้เกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับผิวรอบดวงตาบริเวณที่มีการสัมผัสกับฝุ่น โดยทั่วไปฝุ่นขนาดเล็กอาจจะทำให้ดวงตาเกิดการระคายเคือง แต่อาการผิดปกติ เช่น ระคายเคืองตา แสบตา ฯลฯ เหล่านี้มักเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ไม่ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงกับดวงตา นอกจากนี้อาจทำให้เกิดอาการตาแห้ง หรือเยื่อบุตาระคายเคือง ซึ่งถ้าเป็นมากจะทำให้มีอาการตาแดงได้ ในผู้ที่ภูมิแพ้ที่ตาอาจมีความรุนแรงขึ้น เช่น อาการตาแดง คัน เคืองตา และมีขี้ตามาก หากมีการขยี้ตาก็อาจทำให้เกิด กระจกตาอักเสบหรือเป็นแผลได้ ในผู้ใช้คอนแทคเลนส์ อาจเกิดภาวะตาแห้ง ระคายเคืองตา และแสบตาได้มากขึ้น ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติกับดวงตา ควรพบจักษุแพทย์ทันที นายแพทย์เกรียงไกร นามไธสง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวเพิ่มเติมว่า PM 2.5 คือฝุ่นที่มีขนาดเล็กและมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน ไม่สามารถที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งฝุ่นเหล่านี้รวมตัวกันมาก ๆ จะทำให้มองเห็นเป็นลักษณะที่คล้ายกับหมอกจาง ๆ หรือควันที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบหายใจให้เกิดอาการระคายเคืองต่อทางเดินหายใจ และส่งผลต่อดวงตาด้วย ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการ ตาแดง ผู้ที่ภูมิแพ้ที่ตาจะมีอาการรุนแรงได้มาก และในผู้ใช้คอนแทคเลนส์ก็จะมีภาวะตาแห้ง ระคายเคืองตา และแสบตาได้มากขึ้น ซึ่งวิธีป้องกันดวงตาจากฝุ่น PM 2.5 สามารถทำได้โดยการหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่มีฝุ่น PM 2.5 ในปริมาณที่เกินมาตรฐาน หลีกเลี่ยงการขยี้ตา ถ้ามีอาการระคายเคืองตาจากฝุ่น PM 2.5 ให้ใช้วิธีการหยอดน้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและชำระล้างฝุ่นออกไปบางส่วน หากเกิดอาการระคายเคืองตามากจากการแพ้ฝุ่นหรือตาแดงอักเสบมาก ควรมาพบจักษุแพทย์ ส่วนในคนที่เป็นภูมิแพ้บริเวณดวงตา เมื่อต้องอยู่ในบริเวณที่มีฝุ่น PM 2.5 ปริมาณที่เกินมาตรฐาน ควรหาแว่นตาชนิดมีขอบด้านข้างและด้านบนมาใส่เพื่อลดปริมาณ PM 2.5 ที่จะเข้ามาสัมผัสที่ดวงตา และในผู้ที่ใช้คอนแทคเลนส์ หากมีอาการระคายเคืองตาจากฝุ่น PM 2.5 ควรหลีกเลี่ยงการใช้คอนแทคเลนส์ ในช่วงที่มีฝุ่น PM 2.5 ในปริมาณที่เกินมาตรฐาน ควรใช้แว่นตาแทนการใส่คอนแทคเลนส์ในช่วงดังกล่าว เพราะการใส่คอนแทคเลนส์อาจเพิ่มการระคายเคือง และมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ดวงตาได้ ส่วนในกรณีที่มีอาการผิดปกติทางตาที่รุนแรงมากขึ้น เช่น ตาแดงมาก มีขี้ตาเยอะ ปวดตา หรือตามัวลง ควรพบจักษุแพทย์ ************************************* #รพ.เมตตาฯ #ฝุ่น PM 2.5 #ระคายเคือง แสบตา #ตาแดง -ขอขอบคุณ- 17 มกราคม 2564

วันที่ 17 ม.ค. 2564

อ่านต่อ

กิจกรรมผู้บริหารกรม กิจกรรมผู้บริหาร

นายแพทย์พงศธร ศุภอรรถกร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี ให้การต้อนรับผู้บริหารคณะแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เพื่อหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมเครือข่ายความร่วมมือด้านวิชาการ งานวิจัย การจัดทำหลักสูตร ณ ห้องประชุม 7/1 อาคารอำนวยการผู้ป่วยนอกและรังสีวินิจฉัย โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี  ในวันที่ 18 มกราคม 2564

นายแพทย์พงศธร ศุภอรรถกร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี ให้การต้อนรับผู้บริหารคณะแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เพื่อหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมเครือข่ายความร่วมมือด้านวิชาการ งานวิจัย การจัดทำหลักสูตร ณ ห้องประชุม 7/1 อาคารอำนวยการผู้ป่วยนอกและรังสีวินิจฉัย โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี ในวันที่ 18 มกราคม 2564

วันที่ 19 ม.ค. 2564

อ่านต่อ

นายแพทย์เกรียงไกร นามไธสง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) ให้นโยบายด้านการดำเนินการและพัฒนาระบบการประเมินคุณธรรม จริยธรรมและความโปร่งใส (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ของโรงพยาบาล โดยมี นางสาวเสาวนีย์ กำจร รองผู้อำนวยการด้านอำนวยการ ประธานคณะกรรมการ ITA และคณะกรรมการร่วมสรุปผลการดำเนินงาน ปีงบประมาณ 2563 และวางแผนดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ 2564  วิเคราะห์นำเสนอร่างแผนปฏิบัติการ  ณ ห้องสำนักงานผู้อำนวยการ  วันที่ 18 มกราคม 2564

นายแพทย์เกรียงไกร นามไธสง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) ให้นโยบายด้านการดำเนินการและพัฒนาระบบการประเมินคุณธรรม จริยธรรมและความโปร่งใส (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ของโรงพยาบาล โดยมี นางสาวเสาวนีย์ กำจร รองผู้อำนวยการด้านอำนวยการ ประธานคณะกรรมการ ITA และคณะกรรมการร่วมสรุปผลการดำเนินงาน ปีงบประมาณ 2563 และวางแผนดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ 2564 วิเคราะห์นำเสนอร่างแผนปฏิบัติการ ณ ห้องสำนักงานผู้อำนวยการ วันที่ 18 มกราคม 2564

วันที่ 19 ม.ค. 2564

อ่านต่อ

หมวดข่าวสาร หมวดข่าวสาร

เอกสารเผยแพร่ เอกสารเผยแพร่

เอกสาร แบบฟอร์มรายงานพัสดุประจำปี 2563

วันที่ 31.08.2563

เอกสาร บันทึกข้อตกลง ว่าด้วยการขอใช้ประโยชน์ข้อมูลทะเบียนประวัติราษฏรจากฐานข้อมูลทะเบียนกลาง ด้วยระบบคอมพิวเตอร์โดยวิธีแฟ้มข้อมูล (BATCH PROCESSING)ระหว่าง สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กับ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

วันที่ 27.04.2563

เอกสาร ประกาศกรมการแพทย์ เรื่อง ยกเลิกการใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน พ.ศ.2561

วันที่ 27.04.2563

เอกสาร รายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงิน กรมการแพทย์ สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2562

วันที่ 15.04.2563

เอกสาร คู่มือแนวทางการปฎิบัติงาน สำหรับเจ้าหน้าที่และเลขานุการ การฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน กรมการแพทย์

วันที่ 31.03.2563

เอกสาร ข้อมูลต้นทุนต่อหน่วยผลผลิตกรมการแพทย์ ประจำปีงบประมาณ2562

วันที่ 26.02.2563

หน่วยบริการ หน่วยบริการ

หน่วยบริการ แอพพลิเคชั่น