ข่าวเด่นประเด็นร้อน ข่าวเด่นประเด็นร้อน

โรงพยาบาลสงฆ์ยืนยันถวายการฉีดวัคซีนโควิด 19 แด่พระสงฆ์อย่างต่อเนื่อง

กรมการแพทย์ โดยโรงพยาบาลสงฆ์ ยืนยันถวายการฉีดวัคซีนโควิด 19 แด่พระสงฆ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และลดความแออัดของการให้บริการถวายการฉีดวัคซีนโควิด 19 ในครั้งนี้กราบนิมนต์พระสงฆ์ได้โปรดติดต่อนัดหมายจองคิวทางโทรศัพท์ล่วงหน้า นายแพทย์ชำนิ จิตตรีประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ กล่าวว่า โรงพยาบาลสงฆ์ มีความตระหนักในการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ในช่วงสถานการณ์โควิด 19 สำหรับพระสงฆ์นั้นถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องด้วยต้องทำสังฆกรรมร่วมกันเป็นหมู่คณะ อีกทั้งยังต้องพบปะกับประชาชนที่หลากหลาย ทำให้เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโควิด 19 มากกว่ากลุ่มเป้าหมายอื่นทำให้โรงพยาบาลสงฆ์พร้อมให้บริการถวายการฉีดวัคซีนโควิด 19 แด่พระสงฆ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของพระสงฆ์ ลดอาการ ลดความรุนแรงของโรคโควิด 19 ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พระสงฆ์ที่มีความประสงค์รับการถวายการฉีดวัคซีนโควิด 19 ที่โรงพยาบาลสงฆ์ กราบนิมนต์พระสงฆ์ได้โปรดติดต่อนัดหมายจองคิวทางโทรศัพท์ล่วงหน้าหมายเลข 02-640-9537 / 02-354-4305 ต่อ 5131 หรือ 096-934-8090 ได้ทุกวันทำการ ตั้งแต่เวลา 08.00 น. -15.00 น. ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม หากพระสงฆ์ได้รับการถวาย การฉีดวัคซีนโควิด 19 แล้ว ขอพระสงฆ์ยังต้องปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันโควิด 19 อย่างเคร่งครัด เพราะแม้ว่าฉีดวัคซีนแล้วยังมีโอกาสที่จะได้รับเชื้อโควิด 19 ได้อยู่ ************************************************ #กรมการแพทย์ #โรงพยาบาลสงฆ์ #ถวายการฉีดวัคซีนโควิด 19 แด่พระสงฆ์อย่างต่อเนื่อง - ขอขอบคุณ - 14 มิถุนายน 2564

วันที่ 14 มิ.ย. 2564

อ่านต่อ

“อนุทิน” ย้ำวัคซีนซิโนแวคและแอสตร้าเซนเนก้า มีประสิทธิภาพ องค์การอนามัยโลกรับรอง

รองนายกรัฐนมตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขย้ำวัคซีนโควิด 19 ทั้ง 2 ชนิดที่ประชาชนได้รับมีประสิทธิภาพ องค์การอนามัยโลกให้การรับรอง ขอให้ประชาชนมั่นใจ วันนี้ (12 มิถุนายน 2564) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และนายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง และผู้อำนวยการศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ตรวจเยี่ยมศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ โดยนายอนุทินให้สัมภาษณ์ ว่า ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ สามารถให้บริการฉีดวัคซีนแก่ประชาชนได้วันละ 11,000 ราย ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2564 จนถึงขณะนี้ ให้บริการฉีดวัคซีนโควิด 19 ไปแล้ว 209,234 ราย โดยวัคซีนโควิด19 ทั้งของซิโนแวคและแอสตร้าเซนเนก้า ที่นำมาฉีดให้ประชาชน เป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดความรุนแรง และการเสียชีวิต องค์การอนามัยโลกให้การรับรอง และในการฉีดวัคซีน กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดขั้นตอนมาตรฐาน ซึ่งต้องเฝ้าระวังสังเกตอาการหลังการฉีด 30 นาที มีแพทย์และพยาบาลให้การดูแลเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัย นายอนุทิน กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขได้กระจายวัคซีนตามจำนวนที่ได้รับแจ้งจากหน่วยงานและจังหวัด ตามรอบการจัดส่ง ส่วนเรื่องการบริหารการฉีดเป็นเรื่องของแต่ละหน่วยงานเพื่อให้การฉีดเป็นไปอย่างต่อเนื่องสำหรับการปูพรมฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรครูนั้น ซึ่งเป็นการร้องขอของกระทรวงศึกษาธิการ โดย กทม.และปริมลฑล เริ่มฉีดมาตั้งวันที่ 8 มิถุนายน 2564 จะเร่งฉีดให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้ จำนวน 45,000 คน เพื่อให้เปิดเรียนได้ตามกำหนด ในต่างจังหวัดสามารถไปรับการฉีดได้ตามระบบของการขึ้นทะเบียนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกำหนด ด้านนายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การที่ร่างกายเกิดปฏิกิริยาหลังได้รับวัคซีนอาจทำให้มีอาการปวดเมื่อย มีไข้ บางรายอาจท้องเสีย อ่อนเพลีย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่พบได้ หากอาการไม่ดีขึ้นขอให้ไปพบแพทย์ อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดกับทุกคน จึงขอให้ประชาชนคลายความวิตกกังวล นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อมีความพร้อมในการให้บริการฉีดวัคซีนโควิด 19 สำหรับกลุ่มขนส่งสาธารณะ กระทรวงคมนาคม ที่ดำเนินการฉีดวัคซีนในช่วงทดสอบระบบ ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2564 โดยจะเริ่มฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ในวันที่ 14 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป ซึ่งกลุ่มองค์กรขอให้ประสานผ่านกระทรวงสาธารณสุข โดยไม่มีการรับ walk in เพื่อลดปัญหาการรอคิวและลดความแออัด ซึ่งศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00-20.00 น. ทั้งนี้ ในช่วงนี้จะมีการเร่งให้บริการกับกลุ่มครูเนื่องจากจะมีการเปิดเรียนหลัง 14 มิถุนายน 2564 ****************************** 12 มิถุนายน 2564

วันที่ 12 มิ.ย. 2564

อ่านต่อ

รู้จักไขมัน ห่างไกลโรคหัวใจและหลอดเลือด

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคทรวงอก แนะเลือกรับประทานอาหารจำพวกไขมันให้เหมาะสมกับร่างกาย และควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกไขมันทรานส์ หากบริโภคในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้ไขมันในหลอดเลือดสูงส่งผลร้ายต่อสุขภาพได้ นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ไขมันเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย เป็นแหล่งของกรดไขมันที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต การรักษาสมดุลของผิวหนัง เป็นแหล่งกำเนิดของฮอร์โมนหลายชนิดไขมันยังมีหน้าที่ในการลำเลียงและการดูดซึมของวิตามินชนิดที่ละลายในไขมันได้แก่ วิตามินเอ, วิตามินอี และวิตามินเค เป็นต้น การบริโภคไขมันบางประเภทในปริมาณที่มากเกินไป จะส่งผลเสียให้กับร่างกายโดยเฉพาะไขมันทรานส์ที่ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือดเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ มีผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไขมันจากอาหารสามารถแบ่งออกเป็น 4 ชนิดใหญ่ๆ คือ 1)ไขมันอิ่มตัว (Saturated fat) 2)ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated fat) 3)ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated fat) และ 4)ไขมันทรานส์ (Trans fat) 1.ไขมันอิ่มตัว (Saturated fat) มีลักษณะเป็นของแข็งเมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส มักพบในแหล่งอาหารจำพวกเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์เนยนม เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ติดหนัง ไขสัตว์ เนย ชีส น้ำมันพืชบางอย่างก็มีกรดไขมันอิ่มตัว เช่น น้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันมะพร้าว เหมาะแก่การทอดด้วยความร้อนสูง 2.ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated fat) มักพบในน้ำมันพืชอย่างน้ำมันมะกอก น้ำมันงา หรือน้ำมันดอกคำฝอย อะโวคาโด ปลาที่มีกรดไขมันอย่างทูน่า แมคเคอเรล หรือแซลมอน และถั่วหรือเมล็ดธัญพืชต่าง ๆไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลไม่ดี ลดความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง รวมทั้งทำให้ร่างกายได้รับกรดไขมันจำเป็นที่สร้างเองไม่ได้ ทนความร้อนได้น้อยกว่าไขมันอิ่มตัว สามารถนำไปผัด ทอดได้บ้าง 3)ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated fat) มักพบในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด หรือน้ำมันทานตะวัน ถั่วและเมล็ดพืชต่าง ๆ ไขมันประเภทนี้ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลไม่ดีในเลือด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ให้สารอาหารที่เสริมสร้างเซลล์ในร่างกาย และทำให้ได้รับกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกาย ผลิตเองไม่ได้ เช่น โอเมก้า 6 และโอเมก้า 3 แต่ไขมันที่ทนความร้อนได้น้อยที่สุด การบริโภคกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อนจะช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์มากกว่าบริโภคไขมันอิ่มตัวหรือไขมันทรานส์ 4) ไขมันทรานส์ (Trans fat) เกิดจากการใช้ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนมาแปรสภาพโดยการเติมฟองอากาศจากไฮโดรเจนลงไปบางส่วน (Partially Hydrogenated Oil) ในน้ำมันพืชทำให้เปลี่ยนสภาพจากของเหลวให้อยู่ในสภาพของแข็ง หรือกึ่งเหลว กลายเป็นไขมันอิ่มตัว อย่างเช่น เนยเทียม เนยขาว มาร์การีน ครีมเทียม และนอกจากไขมันทรานส์ที่ผลิตขึ้นมาเองแล้ว ไขมันทรานส์ก็ยังสามารถพบได้ธรรมชาติในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์และนม แต่มีในปริมาณที่เล็กน้อย การบริโภคไขมันทรานส์จะส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลไม่ดี(LDL)เพิ่มขึ้น ลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) จึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองได้สูงขึ้น นอกจากยังทำให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ตับทำงานผิดปกติ นิ่วในถุงน้ำดี เราจึงควรเลี่ยงอาหารที่มีไขมันประเภทนี้ การตรวจหาระดับไขมันในเลือดเป็นการตรวจวัดระดับของคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ คอเลสเตอรอล (Cholesterol) เป็นการรวมตัวกันของไขมันกับโปรตีนหรือเรียกว่าไลโปปรตีน(Lipoprotein) ร่างกายของเราจะได้รับคอเลสเตอรอลจากอาหารที่รับประทานเข้าไปจากภายนอกมาที่จากสัตว์เท่านั้นไม่พบในอาหารที่มาจากพืช และร่างกายยังสามารถสังเคราะห์คอเลสเตอรอลขึ้นเองได้เช่นเดียวกัน คอเลสเตอรอลเป็นส่วนประกอบสำคัญของผนังเซลล์ทุกเซลล์ของคนเรา รวมทั้งเป็นองค์ประกอบของน้ำดีและมีส่วนสำคัญในการสร้างฮอร์โมน ไลโปโปรตีนในเลือดแบ่งออกได้เป็น 4 ชนิดเรียงลำดับจาก อณูที่มีความหนาแน่นต่ำสุดไปสู่อณูที่มีความหนาแน่นสูงสุด คือ chylomicron, very low density lipoprotein (VLDL), low density lipoprotein (LDL) และ high density lipoprotein (HDL) โดยทั่วไปการตรวจเลือดจะสามารถแบ่งชนิดของคอเลสเตอรอลย่อย ๆ ได้เป็น 1.คอเลสเตอรอลชนิดดี (High – Density Lipoprotein cholesterol: HDL-C) เป็นไลโปโปรตีนช่วยลดปริมาณไลโปโปรตีนที่ไม่ดีที่เกาะอยู่ตามผนังเลือดในร่างกาย การมีระดับไลโปโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดหัวใจได้ เป็นต้น 2. คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (Low – Density Lipoprotein cholesterol : LDL-C) ถ้ามีปริมาณมากในกระแสเลือดจะส่งผลให้มีสะสมในผนังหลอดเลือดมีผลทำให้เกิดการอักเสบ อาจทำให้หลอดเลือดตีบและแข็งได้ ในระยะยาวส่งผลให้เกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ ไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride) เป็นไขมันที่พบได้ในอาหารทั้งจากพืชและจากสัตว์ และเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ เมื่อร่างกายได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรทมากเกินจำเป็นหรืออาหารจำพวกน้ำตาลสูงหรือ Alcohol ปริมาณมากจะถูกเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์และไปสะสมอยู่เนื้อเยื่อไขมันทำให้เกิดโรคอ้วนและเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ การเลือกบริโภคเฉพาะไขมันชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ ดังนั้นควรรับประทานไขมันในปริมาณที่เหมาะสมดีที่สุด ต้องคำนึงถึงชนิดของไขมันด้วย โดยเลือกรับประทานไขมันไม่ดีแต่น้อย และรับประทานอาหารที่ไขมันดีเป็นหลัก ลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันทรานส์ให้น้อยที่สุด องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่า ไม่ควรกินอาหารที่มีไขมันทรานส์เกิน 1% ของพลังงานที่เราได้รับต่อว่า ซึ่งพลังงานเฉลี่ยที่ควรได้รับอยู่ที่ 2,000 กิโลแคลอรีต่อวัน ก็เท่ากับว่าเราไม่ควรทานอาหารที่มีไขมันทรานส์เกิน 2.2 กรัมต่อวัน นอกจากนี้การเลือกรับประทานอาหารแล้วสิ่งที่สำคัญและขาดไม่ได้เลย คือ การออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอ อาจเลือกเป็นการเดิน การวิ่งเหยาะๆ การเล่นโยคะ หรือ กิจกรรมใด ก็ได้ที่ชื่นชอบ เป็นเวลา 30 นาทีต่อวัน 3-5 วันต่อสัปดาห์ เพื่อสุขภาพหัวใจที่ดี หลอดเลือดแข็งแรง ห่างไกลจากโรคต่างๆ ได้ ************************************************************************ -ขอขอบคุณ- 11 มิถุนายน 2564

วันที่ 11 มิ.ย. 2564

อ่านต่อ

กิจกรรมผู้บริหารกรม กิจกรรมผู้บริหาร

ส่งมอบน้ำดื่มขนาด 350 ml จำนวน 300 แพ็ค ให้แก่ศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด-19 ณโรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา โดยกลุ่มเพื่อนโหน่ง 1.นักเรียนเก่าโรงเรียนมหาวชิราวุธสงขลา รุ่น 96 (พาลี) 2.ศิษย์เก่าวิทยาลัยสารพัดช่างสงขลา 3.ศิษย์เก่าช่างไฟฟ้าวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ 4.ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสงขลา (อุตสาหกรรมศิลป์) 5.บุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มีนายแพทย์ธวัช ลาพินี  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา เป็นผู้รับมอบ ในวันที่ 14 มิถุนายน 2564

ส่งมอบน้ำดื่มขนาด 350 ml จำนวน 300 แพ็ค ให้แก่ศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด-19 ณโรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา โดยกลุ่มเพื่อนโหน่ง 1.นักเรียนเก่าโรงเรียนมหาวชิราวุธสงขลา รุ่น 96 (พาลี) 2.ศิษย์เก่าวิทยาลัยสารพัดช่างสงขลา 3.ศิษย์เก่าช่างไฟฟ้าวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ 4.ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสงขลา (อุตสาหกรรมศิลป์) 5.บุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มีนายแพทย์ธวัช ลาพินี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา เป็นผู้รับมอบ ในวันที่ 14 มิถุนายน 2564

วันที่ 14 มิ.ย. 2564

อ่านต่อ

นางอรวรรณ เหล่าอารีย์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ รักษาราชการแทน รองผู้อำนวยการด้านอำนวยการ  หัวหน้ากลุ่มงานบริหารทั่วไป และเจ้าหน้าที่งานทรัพยากรบุคล โรงพยาบาลมะเร็งชลบุรี กรมการแพทย์ เข้าร่วมการประชุมเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานด้านทรัพยากรบุคคล ทาง Teleconference เรื่อง “ชี้แจงแนวทางการใช้ตำแหน่งที่ได้รับจัดสรร เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2564 ตำแหน่งข้าราชการ ตำแหน่งพนักงานราชการ และตำแหน่งพนักงานกระทรวงสาธารณสุข” ณ ห้องประชุมชลธร อาคารอำนวยการผู้ป่วยนอกและรังสีวินิจฉัย โรงพยาบาลมะเร็งชลบุรี เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2564

นางอรวรรณ เหล่าอารีย์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ รักษาราชการแทน รองผู้อำนวยการด้านอำนวยการ หัวหน้ากลุ่มงานบริหารทั่วไป และเจ้าหน้าที่งานทรัพยากรบุคล โรงพยาบาลมะเร็งชลบุรี กรมการแพทย์ เข้าร่วมการประชุมเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานด้านทรัพยากรบุคคล ทาง Teleconference เรื่อง “ชี้แจงแนวทางการใช้ตำแหน่งที่ได้รับจัดสรร เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2564 ตำแหน่งข้าราชการ ตำแหน่งพนักงานราชการ และตำแหน่งพนักงานกระทรวงสาธารณสุข” ณ ห้องประชุมชลธร อาคารอำนวยการผู้ป่วยนอกและรังสีวินิจฉัย โรงพยาบาลมะเร็งชลบุรี เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2564

วันที่ 14 มิ.ย. 2564

อ่านต่อ

เอกสาร

โรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลาฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและบุคคลภายนอกที่มีความจำเป็น นายแพทย์ธวัช ลาพินี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา พร้อมด้วย นายแพทย์ธนูรัตน์ พุทธชาติ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ Dr.บุบผา บุญญามณี รองผู้อำนวยการด้านการพยาบาล ตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และให้กำลังใจในการฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 และฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรของโรงพยาบาล จำนวน 12 คน บุคคลภายนอก จำนวน 220 คน หลังฉีดวัคซีนมีการสังเกตอาการ 30 นาที ไม่ปรากฏผลข้างเคียง ตรวจวัดอุณหภูมิก่อนกลับบ้าน ลงข้อมูลการฉีดวัคซีนในโปรแกรม co-vaccine และให้ผู้รับการฉีดวัคซีนสังเกตอาการตัวเองต่อใน 1 วัน 7 วัน และ 30 วัน ใน line official account “หมอพร้อม” ณ โรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา วันที่ 14 มิถุนายน 2564

โรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลาฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและบุคคลภายนอกที่มีความจำเป็น นายแพทย์ธวัช ลาพินี  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา พร้อมด้วย นายแพทย์ธนูรัตน์ พุทธชาติ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ Dr.บุบผา บุญญามณี รองผู้อำนวยการด้านการพยาบาล ตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และให้กำลังใจในการฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 และฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรของโรงพยาบาล จำนวน 12 คน บุคคลภายนอก จำนวน 220 คน หลังฉีดวัคซีนมีการสังเกตอาการ 30 นาที ไม่ปรากฏผลข้างเคียง ตรวจวัดอุณหภูมิก่อนกลับบ้าน ลงข้อมูลการฉีดวัคซีนในโปรแกรม co-vaccine และให้ผู้รับการฉีดวัคซีนสังเกตอาการตัวเองต่อใน 1 วัน 7 วัน และ 30 วัน ใน line official account “หมอพร้อม” ณ โรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา วันที่ 14 มิถุนายน 2564

โรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลาฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและบุคคลภายนอกที่มีความจำเป็น นายแพทย์ธวัช ลาพินี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา พร้อมด้วย นายแพทย์ธนูรัตน์ พุทธชาติ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ Dr.บุบผา บุญญามณี รองผู้อำนวยการด้านการพยาบาล ตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และให้กำลังใจในการฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 และฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรของโรงพยาบาล จำนวน 12 คน บุคคลภายนอก จำนวน 220 คน หลังฉีดวัคซีนมีการสังเกตอาการ 30 นาที ไม่ปรากฏผลข้างเคียง ตรวจวัดอุณหภูมิก่อนกลับบ้าน ลงข้อมูลการฉีดวัคซีนในโปรแกรม co-vaccine และให้ผู้รับการฉีดวัคซีนสังเกตอาการตัวเองต่อใน 1 วัน 7 วัน และ 30 วัน ใน line official account “หมอพร้อม” ณ โรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา วันที่ 14 มิถุนายน 2564

วันที่ 14 มิ.ย. 2564

อ่านต่อ

หมวดข่าวสาร หมวดข่าวสาร

หน่วยบริการ หน่วยบริการ