ข่าวเด่นประเด็นร้อน ข่าวเด่นประเด็นร้อน

“ทำสำเร็จแล้ว” โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี ปลูกถ่ายไขกระดูกสำเร็จรายแรกของโรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาค กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

กรมการแพทย์ โดยโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี ได้ดำเนินโครงการขยายงานบริการปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone Marrow Transplant) เพื่อยกระดับศักยภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยา ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่มีความซับซ้อนและต้องได้รับการรักษาเฉพาะทางขั้นสูง การปลูกถ่ายไขกระดูกเป็นแนวทางการรักษาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าสามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิต ลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำของโรค และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การพัฒนาระบบบริการดังกล่าวยังช่วยลดภาระการส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลส่วนกลาง และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนในภูมิภาคสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์เฉพาะทางที่มีมาตรฐาน นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละกว่า 100,000 ราย โดยเฉพาะโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยา เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมัลติเพิลมัยอีโลมา ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่มีความรุนแรงและมีข้อบ่งชี้ต้องได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก ศูนย์บริการปลูกถ่ายไขกระดูกของประเทศส่วนใหญ่จะอยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในส่วนกลาง ส่งผลให้ผู้ป่วยในภูมิภาคต้องรอคอยการรักษาเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะในเขตสุขภาพที่ 10 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร และอำนาจเจริญ และเดิมมีหน่วยบริการปลูกถ่ายไขกระดูกเพียงแห่งเดียว ทำให้ผู้ป่วยบางส่วนต้องรอการรักษานานมากกว่า 6 เดือน ทางโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานีจึงเล็งเห็นความสำคัญของการดำเนินโครงการขยายงานบริการปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone Marrow Transplant) เพื่อเพิ่มศักยภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยในระดับภูมิภาค ลดความแออัดของโรงพยาบาลส่วนกลาง และสนับสนุนนโยบายกระทรวงสาธารณสุข “Cancer Anywhere : มะเร็งรักษาที่ไหนก็ได้ที่มีความพร้อม” อันจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน นายแพทย์สิทธิชัย อาชายินดี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี กล่าวว่า จากข้อมูลสถานการณ์ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดชนิดมัลติเพิลมัยอีโลมา (Multiple Myeloma) ในเขตสุขภาพที่ 10 พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี พ.ศ. 2563–2567 โดยมีจำนวนผู้ป่วย 143, 152, 134, 177 และ 166 คน ตามลำดับ ขณะที่เขตสุขภาพที่ 10 มีหน่วยบริการปลูกถ่ายไขกระดูกเพียงแห่งเดียว ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องรอคอยการรักษาเป็นระยะเวลานานกว่า 6 เดือน โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานีจึงได้พัฒนาศักยภาพด้านโครงสร้างและระบบบริการ จัดตั้งหอผู้ป่วยปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone Marrow Transplant Unit) ขนาด 9 เตียง ประกอบด้วยห้องแรงดันบวก 1 ห้อง ห้อง Isolate 1 ห้อง ห้องดูแลผู้ป่วยภาวะ Febrile Neutropenia 4 เตียง และห้องพิเศษเดี่ยว 3 เตียง ภายใต้มาตรฐานการควบคุมการติดเชื้อและสภาพแวดล้อมปลอดเชื้อระดับสูง พร้อมทีมสหสาขาวิชาชีพที่ผ่านการพัฒนาและฝึกอบรมเฉพาะทาง โดยเริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 และสามารถดำเนินการปลูกถ่ายไขกระดูกให้แก่ผู้ป่วยได้สำเร็จเป็นรายแรก ในระดับโรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาคภายใต้สังกัดกรมการแพทย์ เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569 ปัจจุบันโรงพยาบาลมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรระบบบริการ และสถานที่ ในการรับผู้ป่วยเพื่อดำเนินการปลูกถ่ายไขกระดูกอย่างต่อเนื่อง โดยมีกำหนดรับผู้ป่วยรายที่ 2 ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ซึ่งนับเป็นผลสำเร็จเชิงประจักษ์ของการยกระดับบริการทางการแพทย์เฉพาะทางในระดับภูมิภาค ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาที่มีมาตรฐาน ลดการส่งต่อ และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งทางโลหิตวิทยาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี พร้อมดูแลและให้บริการผู้ป่วย ด้วยหัวใจและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษา ที่มีมาตรฐานและเต็มประสิทธิภาพสูงสุด 13 กุมภาพันธ์ 2569 โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี

วันที่ 13 ก.พ. 2569

อ่านต่อ

รพ.เมตตาฯ  เตือน! พ่อ - แม่ รู้เท่าทัน “สุขภาพตาเด็กในยุคดิจิทัล”.

รพ.เมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) เตือนพ่อ แม่ ผู้ปกครองใส่ใจลูกหลาน อย่าปล่อยให้ใช้สมาร์ทโฟน หรือโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์อย่างไม่ระมัดระวัง เสี่ยงโรคตาเด็กในยุคดิจิทัล นายแพทย์ไพโรจน์ สุรัตนวนิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุปกรณ์ดิจิตอลเข้ามามีบทบาทในกิจวัตรประจำวันของคนยุคใหม่จากการที่สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ใช้งานง่ายขึ้นมีซอฟต์แวร์น่าใช้ ดึงดูด สายตาเด็กประกอบกับผู้ปกครองนิยมใช้เป็นสื่อหนึ่งในการเพิ่มทักษะต่างๆ ให้แก่เด็กน้อย โดยอาจไม่รู้ถึงโทษที่ จะตามมาโดยเฉพาะปัญหาสุขภาพตา ได้แก่ ปวดศีรษะ ปวดตา ตาแห้ง เคืองตา ตามัว และเสี่ยงสายตาสั้นก่อนเวลาอันควร หากพบว่าเด็กมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาจักษุแพทย์ทันที แพทย์กิตติวัฒน์ มะโนจันทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวว่า ในยุคดิจิทัลนี้ มีเด็กบางคนใช้เวลาไปกับสื่อต่าง ๆ เป็นเวลานานอาจส่งผลต่อสติปัญญา การพัฒนาทางอารมณ์และสังคม ความตั้งใจเรียนที่โรงเรียนลดลง พฤติกรรมการกิน การนอนผิดไปจากปกติ และอาจเกิดโรคอ้วนตามมา นอกจากนี้ผู้ปกครองควรเฝ้าสังเกตพฤติกรรมและอาการต่าง ๆ เกี่ยวกับปัญหาทางสายตา เช่น การขยี้ตา กระพริบตาบ่อยๆ ถี่ ๆ และการเพ่งมองหน้าจอเป็นเวลานาน แพทย์หญิงจิราภา ทรงเพ็ชร์มงคล นายแพทย์ชำนาญการจักษุวิทยาเด็กและตาเข กล่าวเพิ่มว่า โรคตาเด็กในยุคดิจิทัล เกิดจากการที่ใช้เวลาติดหน้าจอนานๆ เด็กจะสูญเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับการจับจ้องอยู่ที่จอ ทำให้เกิดปัญหาทางสายตา ได้แก่ ปวดศีรษะ ตาแห้ง เคืองตา และตามัวเพราะใช้สายตาเพ่งมองมาก ทั้งนี้พบว่าหากเด็กใช้เวลาดูจอนานๆ จะพบภาวะสายตาสั้นได้มากกว่ากลุ่มเด็กที่ทำกิจกรรมกลางแจ้ง จึงไม่ควรปล่อยให้ใช้สมาร์ทโฟน อย่างไม่ระมัดระวัง นอกจากนี้ยังมีผลเสียในด้านอื่น ๆ อีก เช่น การบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เข้านอนดึก ขาดการออกกำลังกาย เป็นโรคอ้วน และขาดการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นต้น ดังนั้นจึงควรใช้สมาร์ทโฟนและ อุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างถูกต้องเหมาะสม ได้แก่ ไม่ควรให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ ดูโทรทัศน์ หรือเล่นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตไม่แนะนำให้มีสื่อต่าง ๆ ในห้องนอน และต้องปิดสื่อเหล่านี้ในขณะรับประทานอาหาร ไม่ควรใช้เวลา เล่นสื่ออุปกรณ์ นานเกิน 1 - 2 ชั่วโมงต่อวัน หากมีอาการแสบตา ตามัวหรือปวดตา ควรพักสายตามองไปไกล ๆ หรือหลับตาพักสายตาทุก 20 นาที และกระพริบตาบ่อยขึ้นอย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดการพัฒนาของสติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคม ควรให้เด็กทำกิจกรรมกลางแจ้งและอ่านหนังสือ ที่สำคัญสมองเด็กมีพัฒนาการที่เร็วมากใน2-3 ขวบแรก จึงควรเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ดีกว่าจอคอมพิวเตอร์ ************************************************** #กรมการแพทย์ #รพ.เมตตาฯ (วัดไร่ขิง) #สุขภาพตาเด็กยุคดิจิทัล#แสบตา#ปวดตา ตามัว#สายตาสั้น -ขอขอบคุณ- 12 กุมภาพันธ์ 2569 แพทย์หญิงจิราภา ทรงเพ็ชร์มงคล นายแพทย์ชำนาญการจักษุวิทยาเด็กและตาเข

วันที่ 12 ก.พ. 2569

อ่านต่อ

อาการปวดจากการเจริญเติบโตในเด็ก เป็นอย่างไร

กรมการแพทย์ โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ชี้ เด็กเมื่อเติบโตขึ้นร่างกายจะมีการยืดขยาย ของกระดูก กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อรอบข้อ ซึ่งกระบวนการนี้อาจทำให้เกิดอาการเจ็บปวดที่เรียกว่า “อาการปวด จากการเจริญเติบโต” ได้ โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็กถึงวัยรุ่นที่มีการเจริญเติบโตรวดเร็ว อาการปวดมักเกิดบริเวณเหนือเข่า น่อง หรือข้อเท้า และมักเป็นช่วงกลางคืน แม้อาการดังกล่าวส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่หากขาดความเข้าใจอาจทำให้ผู้ปกครองกังวล ดังนั้นการรู้สาเหตุ กลไกการเกิดอาการ และแนวทางดูแลที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญ ต่อสุขภาพและพัฒนาการของเด็กในระยะยาว นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การเจริญเติบโตของเด็กเกิดจากการเพิ่มความยาวและการขยายตัวทั้งความยาวความกว้าง ซึ่งเมื่อกระดูกยืดยาวอย่างรวดเร็ว กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอาจปรับตัว ยังไม่ทัน ส่งผลให้เกิดความตึงและอาการปวดได้ นอกจากนี้ การใช้ร่างกายมาก เช่น การวิ่ง เล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงซ้ำ ๆ ก็อาจกระตุ้นให้อาการปวดชัดเจนขึ้น โดยอาการปวดจากการเจริญเติบโตมักไม่ทำให้ข้อบวม แดง หรือร้อน และไม่ส่งผลต่อการเดินในชีวิตประจำวัน ผู้ปกครองจึงควรสังเกตอาการร่วมอื่น ๆ เพื่อแยกจากโรคทางกระดูกหรือข้อที่รุนแรงกว่า นายแพทย์อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วงยืดตัวจะมีอยู่ 2 ช่วงหลักๆ ช่วงแรก 6 ปีหรือช่วงเข้าวัยประถมศึกษาและช่วงวัยรุ่น เพราะฉะนั้นความเจ็บปวด ในการเจริญเติบโตมักเกิด 2 ช่วงนี้ ในช่วงแรกที่เกิดการยืดจะยังไม่มีอาการปวด แต่ในช่วงการยืดตัวของวัยรุ่น ที่มีการทำกิจกรรมและใช้ขาค่อนข้างมาก มักมีอาการปวดได้บ่อย ในช่วงการยืดตัวของร่างกายสามารถบรรเทาได้ด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น การนวดเบา ๆ การประคบอุ่น และการยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างเหมาะสม และพักผ่อนอย่างเพียงพอ อาการปวด มักจะหายได้เอง นายแพทย์วีระศักดิ์ ธรรมคุณานนท์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ ด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ กล่าวต่อว่า ความเจ็บปวดจากการเจริญเติบโตของเด็กทั้ง 2 ช่วงนั้น มักจะหายได้เองด้วยการพักในเวลาสั้นๆ ผู้ปกครองควร ระวังความเจ็บปวดที่อันตรายจากโรคอื่น ซึ่งอาจเริ่มด้วยความปวดคล้ายกัน แต่มักไม่หายเองด้วยการพัก เช่น กระดูกข้อติดเชื้อ ดังนั้นหากพักสักคืนยังไม่หายปวด ยังเดินกะเผลก ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย #กรมการแพทย์ #สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี #อาการปวดจากการเจริญเติบโต – ขอขอบคุณ- 11 กุมภาพันธ์ 2569

วันที่ 11 ก.พ. 2569

อ่านต่อ

กิจกรรมผู้บริหารกรม กิจกรรมผู้บริหาร

เอกสาร

สถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ In house training ในหัวข้อ การฝึกซ้อมแผนช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ (Medical Emergency Response Team ) ร่วมกับ สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสภาพทางการแพทย์ โดยมี ทันตแพทย์หญิง สิรินันท์ นคเรศไอศูรย์ ตำแหน่งทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ ด้านทันตกรรม เป็นประธานเปิดการประชุม โดยมีการซ้อมแผนและอภิปรายการฝึกซ้อมแผนช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ นำทีมโดย แพทย์หญิงสุทธิ์ฤดี ปิยะรัตนพิพัฒน์ ตำแหน่งนายแพทย์ชำนาญการพิเศษ และคณะจากสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสภาพทางการแพทย์ วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้มีคุณภาพ และเพิ่มความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย ระบบแผนช่วยเหลือฉุกเฉินจะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้ กับผู้มารับบริการ โดยมีทันตแพทย์ ผู้ช่วยทันตแพทย์ เจ้าหน้าที่บุคลากรของสถาบันทันตกรรมและทีมแพทย์ พยาบาลจากสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูเข้าร่วมอบรม ณ คลินิกบริการชั้น 3 และ ห้องบรรยาย 707 ชั้น 7 อาคารศูนย์กลางด้านวิชาการทางทันตกรรมในอาเซียน สถาบันทันตกรรม ในวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

สถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ In house training ในหัวข้อ การฝึกซ้อมแผนช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ (Medical Emergency Response Team )  ร่วมกับ สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสภาพทางการแพทย์ โดยมี ทันตแพทย์หญิง สิรินันท์ นคเรศไอศูรย์ ตำแหน่งทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ ด้านทันตกรรม เป็นประธานเปิดการประชุม โดยมีการซ้อมแผนและอภิปรายการฝึกซ้อมแผนช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์  นำทีมโดย แพทย์หญิงสุทธิ์ฤดี ปิยะรัตนพิพัฒน์ ตำแหน่งนายแพทย์ชำนาญการพิเศษ และคณะจากสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสภาพทางการแพทย์ วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้มีคุณภาพ และเพิ่มความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย ระบบแผนช่วยเหลือฉุกเฉินจะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้ กับผู้มารับบริการ  โดยมีทันตแพทย์ ผู้ช่วยทันตแพทย์ เจ้าหน้าที่บุคลากรของสถาบันทันตกรรมและทีมแพทย์ พยาบาลจากสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูเข้าร่วมอบรม ณ คลินิกบริการชั้น 3 และ ห้องบรรยาย 707 ชั้น 7 อาคารศูนย์กลางด้านวิชาการทางทันตกรรมในอาเซียน สถาบันทันตกรรม   ในวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

สถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ In house training ในหัวข้อ การฝึกซ้อมแผนช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ (Medical Emergency Response Team ) ร่วมกับ สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสภาพทางการแพทย์ โดยมี ทันตแพทย์หญิง สิรินันท์ นคเรศไอศูรย์ ตำแหน่งทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ ด้านทันตกรรม เป็นประธานเปิดการประชุม โดยมีการซ้อมแผนและอภิปรายการฝึกซ้อมแผนช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ นำทีมโดย แพทย์หญิงสุทธิ์ฤดี ปิยะรัตนพิพัฒน์ ตำแหน่งนายแพทย์ชำนาญการพิเศษ และคณะจากสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสภาพทางการแพทย์ วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้มีคุณภาพ และเพิ่มความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย ระบบแผนช่วยเหลือฉุกเฉินจะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้ กับผู้มารับบริการ โดยมีทันตแพทย์ ผู้ช่วยทันตแพทย์ เจ้าหน้าที่บุคลากรของสถาบันทันตกรรมและทีมแพทย์ พยาบาลจากสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูเข้าร่วมอบรม ณ คลินิกบริการชั้น 3 และ ห้องบรรยาย 707 ชั้น 7 อาคารศูนย์กลางด้านวิชาการทางทันตกรรมในอาเซียน สถาบันทันตกรรม ในวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

วันที่ 13 ก.พ. 2569

อ่านต่อ

เอกสาร

นายแพทย์วีรวัต อุครานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการพัฒนานักวิจัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี ดร.แพทย์หญิงชินมนัส เลขวัต ตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย กล่าวรายงาน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรม มีความรู้ ความเข้าใจหลักการพัฒนาโครงร่างวิจัยได้อย่างถูกต้องตามระเบียบวิธีวิจัย โดยสามารถลงมือทำวิจัยตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ จนสิ้นสุดกระบวนการวิจัยได้ เเละสามารถผลิตผลงานวิชาการที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับเเละสร้างเครือข่ายนักวิจัย โดยได้รับเกียรติ จาก ศ.ดร.นพ.วิฑูรย์ โล่ห์สุนทร เเละ อ.ดร.ธนะภูมิ รัตนานุพงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันเเละสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากรในครั้งนี้ ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 - 16.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 20 อาคารสถาบันโรคผิวหนัง

นายแพทย์วีรวัต อุครานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการพัฒนานักวิจัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569  โดยมี ดร.แพทย์หญิงชินมนัส เลขวัต ตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ  หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย กล่าวรายงาน  เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรม มีความรู้ ความเข้าใจหลักการพัฒนาโครงร่างวิจัยได้อย่างถูกต้องตามระเบียบวิธีวิจัย โดยสามารถลงมือทำวิจัยตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ จนสิ้นสุดกระบวนการวิจัยได้ เเละสามารถผลิตผลงานวิชาการที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับเเละสร้างเครือข่ายนักวิจัย โดยได้รับเกียรติ จาก ศ.ดร.นพ.วิฑูรย์ โล่ห์สุนทร เเละ อ.ดร.ธนะภูมิ รัตนานุพงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันเเละสังคม  คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากรในครั้งนี้ ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 - 16.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 20 อาคารสถาบันโรคผิวหนัง

นายแพทย์วีรวัต อุครานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการพัฒนานักวิจัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี ดร.แพทย์หญิงชินมนัส เลขวัต ตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย กล่าวรายงาน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรม มีความรู้ ความเข้าใจหลักการพัฒนาโครงร่างวิจัยได้อย่างถูกต้องตามระเบียบวิธีวิจัย โดยสามารถลงมือทำวิจัยตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ จนสิ้นสุดกระบวนการวิจัยได้ เเละสามารถผลิตผลงานวิชาการที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับเเละสร้างเครือข่ายนักวิจัย โดยได้รับเกียรติ จาก ศ.ดร.นพ.วิฑูรย์ โล่ห์สุนทร เเละ อ.ดร.ธนะภูมิ รัตนานุพงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันเเละสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากรในครั้งนี้ ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 - 16.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 20 อาคารสถาบันโรคผิวหนัง

วันที่ 13 ก.พ. 2569

อ่านต่อ

แพทย์หญิงวิชนี ธงทอง รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ และแพทย์หญิงดลฤดี ศรีศุภผล รองผู้อำนวยการด้านพัฒนาระบบบสุขภาพ สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ ให้การต้อนรับ Mrs. Kylie Shae หัวหน้าทีม Medical Devices and Assistive Technology องค์การอนามัยโลก สำนักงานใหญ่ (นครเจนีวา) พร้อมด้วยดร.ธีราณี เตชะศรีวิเชียร ผู้แทนสำนักงานองค์การอนามัยโลก ประจำประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาด้านการจัดบริการอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ (Assistive Technology) ในประเทศไทย  ณ ห้องประชุมชั้น 3 อาคารอำนวยการ สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูฯ ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

แพทย์หญิงวิชนี ธงทอง รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ และแพทย์หญิงดลฤดี ศรีศุภผล รองผู้อำนวยการด้านพัฒนาระบบบสุขภาพ สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ ให้การต้อนรับ Mrs. Kylie Shae หัวหน้าทีม Medical Devices and Assistive Technology องค์การอนามัยโลก สำนักงานใหญ่ (นครเจนีวา) พร้อมด้วยดร.ธีราณี เตชะศรีวิเชียร ผู้แทนสำนักงานองค์การอนามัยโลก ประจำประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาด้านการจัดบริการอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ (Assistive Technology) ในประเทศไทย ณ ห้องประชุมชั้น 3 อาคารอำนวยการ สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูฯ ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

วันที่ 13 ก.พ. 2569

อ่านต่อ

หมวดข่าวสาร หมวดข่าวสาร

สุขภาพประชาชน สุขภาพประชาชน

หน่วยบริการ หน่วยบริการ