28 พ.ย. 2568
สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ แนะนำประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันโรคผิวหนังที่มากับน้ำท่วมและ การดูแลตนเองอย่างถูกวิธี เนื่องจากโรคผิวหนังมักเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในผู้ประสบอุทกภัย โดยเฉพาะโรคน้ำกัดเท้า
นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนจำนวนมากจำเป็นต้องลุยน้ำเป็นเวลานาน จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคผิวหนังที่มากับน้ำท่วม โดยเฉพาะ “โรคน้ำกัดเท้า” ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองของผิวหนัง อาจเกิดการอักเสบ ติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราร่วมด้วย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความถี่ในการสัมผัสน้ำสกปรก ซึ่งผิวหนังที่แช่น้ำนานๆ เซลล์ผิวหนังจะอุ้มน้ำ ทำให้บวม และเปื่อยฉีกขาดได้ โดยเฉพาะบริเวณที่มีการเสียดสี เช่น ง่ามนิ้วเท้า ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ
นายแพทย์วีรวัต อุครานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคน้ำกัดเท้าสามารถเกิดขึ้นได้ใน 3 ระยะสำคัญ ดังนี้ ระยะที่ 1 ช่วง 1-3 วันแรกที่ผิวหนังแช่น้ำ ผิวหนังจะเปื่อย มีอาการผิวหนังแดง คัน แสบ เกิดอาการระคายเคือง และลอกบาง ๆ ระยะที่ 2 ช่วง 3-10 วัน ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย จะมีอาการบวมแดง ปวดเจ็บ มีหนองหรือน้ำเหลืองซึม อาจมีการติดเชื้อราในระยะนี้ได้ และระยะที่ 3 ช่วง 10-20 วัน หากยังมีการแช่น้ำอย่างต่อเนื่องและรักษา ความสะอาดได้ไม่ดี อาจเกิดการติดเชื้อรา โดยผิวหนังที่เท้าจะลอกเป็นขุย ซอกเล็บเท้าเปื่อยเป็นสีขาว ผื่นอาจมีกลิ่นเหม็นและคัน จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง
ดร.แพทย์หญิงชินมนัส เลขวัต นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ สถาบันโรคผิวหนัง ให้คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการดูแลตนเองและการใช้ยาอย่างถูกต้องในผู้ที่มีภาวะน้ำกัดเท้า ดังนี้ 1. ควรพยายามให้เท้าแห้งและสะอาดเท่าที่เป็นไปได้ ในช่วง 2-3 วันแรก ถ้าผิวหนังที่เท้ามีอาการแดง คัน แสบ อาจใช้ยาทาสเตียรอยด์อ่อน ๆ ทาบริเวณที่เป็นผื่น 2. ถ้ามีบาดแผลหรือรอยแตกที่ผิวหนังควรระวังการติดเชื้อ ให้ทำความสะอาดแผลร่วมกับทายาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย 3. ถ้ามีอาการติดเชื้อแบคทีเรีย ผิวหนังจะมีอาการบวมแดงมาก ปวด มีหนอง ควรพบแพทย์เพื่อรับประทานยาฆ่าเชื้อ ถ้าผื่นแดงลามเร็วหรือมีไข้ควรรีบไปโรงพยาบาล 4. หากเท้าแช่น้ำหลายสัปดาห์ต่อเนื่องและผู้ที่มีนิ้วเท้าเกยหรือชิดกันมาก ให้สังเกตอาการว่า มีผื่นลอกที่เท้าหรือซอกนิ้วเท้ามีขุยเปียกขาวซึ่งเป็นอาการที่ติดเชื้อราหรือไม่ ถ้ามีขุยสีขาว ในเบื้องต้น อาจใช้ยาทารักษา เชื้อรา เช่น ขี้ผึ้งวิธฟีล ถ้าเป็นไปได้ ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง เนื่องจากอาจจำเป็นต้องรับประทานยาฆ่าเชื้อราร่วมด้วย แนวทางปฏิบัติตัวสำหรับผู้ที่ยังไม่มีภาวะน้ำกัดเท้าในช่วงน้ำท่วม ถ้าเป็นไปได้ ควรหลีกเลี่ยงการแช่เท้าในน้ำนาน ๆ หากต้องลุยน้ำ ควรสวมรองเท้าบูททุกครั้ง ระวังอย่าให้เท้ามีแผล หลังเท้าแช่น้ำควรรีบล้างเท้าและฟอกสบู่ เช็ดให้แห้งโดยเฉพาะง่ามนิ้ว สังเกตอาการและดูแลผิวหนังด้วยตนเองดังข้างต้น นอกจากนี้ ยังควรระวัง น้ำปนเปื้อนสารเคมี พื้นที่ไฟฟ้าดูด และโรคที่มากับน้ำท่วม เช่น โรคอุจจาระร่วง ไข้เลือดออก โรคฉี่หนู เป็นต้น การดูแลรักษาความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันโรคน้ำกัดเท้า สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ มีความห่วงใยประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ขอให้ประชาชนปลอดภัยและมีสุขภาพผิวที่ดี ผ่านพ้นสถานการณ์ไปได้ด้วยดีในช่วงสถานการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้
#กรมการแพทย์ #สถาบันโรคผิวหนัง #โรคน้ำกัดเท้า #สถาบันโรคผิวหนังที่ชาวไทยไว้วางใจและภาคภูมิใจ
- ขอขอบคุณ –
27 พฤศจิกายน 2568